หน้าเว็บ

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ชื่อเรื่อง : พนันสายสะดือ
โดย : นาย วรวลัญช์ เด่นปรีชากุล

          “การพนันไม่ใช่การฆ่า มันอยู่ที่ดวงของคน ถ้ามึงดวงดีก็ได้ ดวงมึงร้ายมึงเสีย แต่มึงต้องควบคุมตัวเองให้อยู่หากมึงจะเล่น ถ้ามึงยิ่งได้มึงจะเล่นไปเรื่อยๆ ถ้ามึงเสียมึงจะเล่นจนกว่ามันจะได้  ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่คนที่เล่นมันจะทำตัวเองมากกว่า เป็นไอพวกโลภ แต่กูก็ไปทำบุญที่สถานเลี้ยงเด็กตลอดมึงก็เห็น มึงว่ากูเป็นคนดีหรือป่าว ”

           เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนมาจากชีวิตจริงของผมทั้งสิ้น เกิดขึ้นกับรุ่นพี่ ที่เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ผมไม่สามารถช่วยเขาได้ เพราะเขาคือ “ลูกพนัน”   
           ในห้องรับแขกมีหนังสือเรียนกองไว้ที่โต๊ะ ดูเหมือนจะเป็นล่องรอยของการทำการบ้านที่ยังค้างอยู่ 
           “นัน ถามจริงๆ นะ มึงจะมาเรียนมั้ย ถ้าเรียนไม่จบ มันจะหางานยากนะ มึงเล่นเฝ้าบ่อนตอนกลางคืน ขายหวยตอนกลางวัน แบบนี้ กูไม่เห็นมึงจะไปเรียนเลย กูว่าไม่ไหว เป็นกู กูคงเรียนไม่ไหว“ ผมพูดกับนัน (นามสมมุติ) รุ่นพี่ที่สนิทสนมกันในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต 
           เขาไม่ได้ตอบคำถาม และเดินไปอาบน้ำในห้องน้ำที่อยู่หลังบ้าน และกำลังจะออกไปบ่อนนอกสถานที่ใน ต.ฉลอง ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 20 กว่ากิโล 
เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุดตั้งแต่ที่เขาเข้าไปอาบน้ำ 
           “เดี๋ยวกูมานะ” คำกล่าวสั้นๆ ดูเหมือนท่าทางของเขาจะเร่งรีบออกไปพร้อมกับเสียงมอเตอร์ไซด์ที่ดัง ฟังดูคล้ายเสียงเรือหางยาว
           “กูไปด้วย“ ผมติดรถเขาไปลงหน้าบ้าน เพราะบ้านของผมอยู่หน้าปากซอยหมู่บ้าน 
            ตั้งแต่ผมยังเล็กๆ  ผมชอบเดินมานั่งเล่นที่บ้านนัน และไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า บ้านนั้นเป็นศูนย์รวมของการพนันทั้งหมด 
           เมื่อแรกสัมผัสบรรยากาศในบ่อนพนันกลางเมือง ซึ่งเป็นบ่อนที่ติดอันดับต้นๆ ของจังหวัดภูเก็ต สีหน้าของนักพนันแต่ละคนต่างหมองคล้ำ แต่แววตายังลุกวาวเมื่อเห็นกองเงินมหาศาล ตั้งอยู่ตรงหน้า 
           ดูๆไปแล้วสำหรับสังคมไทยวันนี้ ต้องยอมรับว่าไม่มีจังหวัดใดจะปลอดการพนันทั้งหมด แม้แต่ในชนบทที่ยากจน เมื่อมีความต้องการ  การพนันจะถูกหยิบมาใช้ให้เป็นเครื่องมือ เพื่อสนองความต้องการอย่างรวดเร็ว ทั้งผู้ใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก 
           แต่ไม่เสมอไป  การพนัน อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ผู้เล่นอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ แล้วแต่ผู้เล่นแต่ละคนจะเจอ                          
           สำหรับการที่เด็กคนหนึ่งโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่มีการพนันรอบบ้าน  อาจเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว 
           แม้กระทั่งหลานที่เพิ่งเกิดได้ปีกว่าๆ ซึ่งเป็นคนในครอบครัว ยังโดนแม่ถามเสมอว่า  “วันนี้เบอร์ออกอะไร” บางครั้งการกระทำของผู้ใหญ่ อาจปลูกฝังให้เด็กเก่งคณิตไปในตัว
           นัน (นามสมมุติ) เป็นเด็กนักศึกษาอยู่ในสถาบันแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต เขาเป็นประธานรุ่นของคณะหนึ่งในนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในมหาวิทยาลัย รุ่นน้องต่างเคารพ และยำเกรง 
           เขามีเพื่อนมาก และมีรุ่นน้องมาก หรือภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่า “ ลูกเด็ก ” 
           “ ลูกเด็ก ” ของเขาเยอะ อาจเป็นเพราะเป็นคนมีเงินมากกว่าใครๆในเพื่อนรุ่นเดียวกัน  เมื่อใช้รุ่นน้องคนไหนทำอะไร รุ่นน้องก็พร้อมที่จะทำให้เสมอ แต่ในความรู้สึกของผม การกระทำของบุคคลเหล่านั้นทำตามคำสั่งไป ใช่ว่าจะเคารพ พวกเขาเหล่านั้นต้องการผลประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น   
            ลูกเด็กชอบไปสถานบันเทิง ดื่มเหล้า เมายา รื่นเริง สนุกสนาน เด็กรุ่นนั้นถ้าไม่ทำงานก็ต้องทำทุกอย่างขอให้ได้เที่ยวในวันรวมตัวสุดสัปดาห์ก็พอ   
            ทุกครั้งที่เขาได้เงินมาจากการเฝ้าบ่อนของพ่อ ในซอยบ้านจะมีรถมอเตอร์ไซด์ จอดเรียงรายกันเป็นสิบๆ เหมือนกับร้านขายมอเตอร์ไซด์ร้านหนึ่ง  มีการกิน การดื่มแอลกอฮอล์ เสียงกีต้าไฟฟ้าดัง พร้อมกับเสียงร้องเพลงที่ดังหนวกหูมาจากท้ายซอย  ซึ่งเป็นความเคยชินของคนในระแวกนั้น ภายในบ้านต่างเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องเด็กๆ
เช่น เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีโทรศัพท์รุ่นใหม่ เรื่องผู้หญิงที่ยอดนิยมในมหาลัย เรื่องอวดคู่รัก และเรื่องดนตรี บางคนถือโอกาสแอบเล่นสิ่งเสพติดบางชนิดกันภายในบ้าน รวมไปถึงการพูดคุยเรื่องบันเทิงเกี่ยวกับดารา กันถึงเช้า แน่นอนงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา บางรายหนีเรียนเนื่องด้วยอาการเมาไปเรียนไม่ไหว บางรายรักเรียนยังมีกะจิตกะใจไปเรียนทั้งที่ตนยังไม่ได้นอน บางคนกลับบ้านไม่ไหวนอนหลับในบ้านหลังนั้น  ซึ่งเป็นวิถีของเด็กเหล่านั้นไปเสียแล้ว 
             จากเสียงเพลงที่ดัง เสียงกีต้าที่กังวาล เสียงพูดดังสนั่นหวั่นไหว  ไม่มีใครคนใดตักเตือน ไม่มีใครออกมาบ่นจากเสียงกลุ่มเด็ก เพราะคนทั้งซอย ต่างก็เล่นการพนันเช่นกัน มีแต่พ่อของนันที่ไม่ได้ห้ามลูก ที่พาเพื่อนมามั่วสุมในบ้าน แต่กลับบ่น กลับด่าว่า เรื่องค่าไฟ เพราะเปลืองค่าแอร์ที่เปิดต้อนรับเพื่อนๆที่มาชุมนุมกันทั้งคืน             ครั้นหนึ่งก่อนที่นันจะเข้ามาดูแลบ่อนซึ่งเป็นกิจการของพ่อ ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อสมัยเรียนวิทยาลัย ตอนนั้นเป็นเทอมสุดท้ายของนักศึกษาชั้นปวช.3  นันเป็นคนไม่ชอบการพนัน เกลียดการพนันทุกประเภท แต่เขาใช่ว่าจะเล่นการพนันไม่เป็นนะ เขาเล่นเป็นทุกอย่างเพราะได้เห็นทุกวัน ครั้งนั้นเขาเคยทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรงเรื่องการรับช่วงต่อจากพ่อ 
            ตอนเป็นนักศึกษามหาลัยปี 1 เวลาว่างจากการเรียน เขาเริ่มไปเฝ้าบ่อนที่พ่อได้เปิดไว้ แรกๆก็มีบ่นพร่ำในสิ่งที่พ่อใช้  บางเกมส์เขาเฝ้าถึงเช้า สลับกับพนักงานที่พ่อได้จ้างเอาไว ้ซึ่งพนักงานที่จ้างมีจำนวนน้อย สาเหตุที่พ่อให้นันไปเฝ้า ก็เพราะพ่อของนันไม่ค่อยไว้ใจใคร จนกระทั่ง ตัวเขาเริ่มคุ้นเคยกับสนามบ่อน บางทีเขาเข้าไปเล่นในวงไพ่  กลายเป็นทั้งเล่นและทั้งเก็บค่าต๋อง จนชิน
            ค่าต๋องในที่นี้ คือ ในเกมส์นั้นผู้ชนะไพ่จะต้องจ่ายแก่เจ้าของสถานที่ ถ้าในวงค์ใหญ่ๆ ระดับวีไอพีที่เปิดกันประจำ ค่าเกมส์จะอยู่ที่ 100 บาท ต่อเกมส์ ส่วนรอบเล็กๆ ของระดับคนธรรมดา ค่าต๋องก็จะอยู่ประมาณ 10-20 บาทต่อเกมส์นั้น ซึ่งวันหนึ่งเจ้าของสถานที่ มีรายได้เฉลี่ยเข้ามาในบ่อน เกือบเเสนบาทต่อวัน ซึ่งเป็นเงินที่ไหลเข้ามามากพอสมควร  
            เวลาผ่านมาเป็นปี  นัน (นามสมมุติ) เปลี่ยนไปเป็นคนละคน แววตาที่ดูไร้เดียงสา และอ่อนโยน  วันวันที่เอาแต่ร้องเพลงเล่นกีต้าอยู่ในห้องรับแขก ซึ่งต่างกับวันนี้อย่างสิ้นเชิง การพูดจาไม่เหมือนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ดูเป็นผู้ใหญ่มาก  เขามีสีหน้าที่ดูเหมือนคนทำงานหนัก ตาคล้ำ เพราะอดหลับอดนอน  ร่างกายผอม ใบหน้าบวม ถ้าให้เสนอความคิดเห็น คงจะบอกว่า รับไม่ได้ แต่ไม่ถึงกับเลวร้ายมากไปจากสิ่งที่เห็น            และแล้วเขาก็เรียนไม่ไหว เขากลายเป็นคนโลภ ไม่ค่อยสนใจเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันสักเท่าไหร่ เพื่อนของเขามีรุ่นใหญ่กว่าทั้งนั้น บางคราอาจถึงขั้นรุ่นพ่อ การพูดจากับผู้ใหญ่เหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยกัน                           
            เพื่อนรุ่นเดียวกันที่คุยกับเขาได้ คือเพื่อนที่เล่นการพนันด้วยกัน ที่เห็นอยู่ มีอยู่หนึ่งคนที่ชีวิตกลายเป็นเหมือนนันไปแล้ว  คือ อาร์ม (นามสมมุติ) 
            อาร์มโดนนันชักจูง  เริ่มแรกก็เหมือนกันกับที่พ่อได้ทำกับนัน คือจ้างอาร์มให้ไปเฝ้าบ่อน จนปัจจุบัน อาร์ม ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวงค์ไพ่โดยสิ้นเชิง และเปลี่ยนไป จากอาร์มภาพลักษณ์ในชุดนักศึกษาขาดๆ กลายเป็น อาร์มนักพนันที่ไม่เรียนหนังสือ หล่อเท่ห์ ขวัญใจพิตตี้คาราโอเกะ 
            นัน เริ่มใส่ทอง และมีหญิงสาวเข้ามาเกี่ยวพันธุ์มากมายไม่ซ้ำหน้าในแต่ละคืน หญิงสาวที่มาล้วนเป็นนักศึกษาด้วยกันทั้งนั้น เข้ามาเพื่อให้ได้เงินกลับไป  โดยการเอาตัวเข้ามาหาความสุข หรือเอาตัวแรกเงินกัน 
             ยังมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น นันเริ่มมีการกระทำที่คล้ายกับพ่อ คือ เมื่อผู้เล่นที่เป็นผู้หญิงสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีเงินให้  เขาเลยใช้ร่างกายหญิงสาวแทนการปลดหนี้ที่เกินตัว แน่นอน เขาทำได้ เพื่อสนองความใคร่ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาทำลงไปได้ยังไง สำหรับผมถ้าไม่ใช่คนที่เรารักคงทำไม่ลงจริงๆ  หัวใจเขามืดดำสนิท เหมือนไม่ใช่เพื่อนของผม
             เมื่อตำรวจลง ช่วงนั้นบ่อนการพนันจะถูกยกเลิก นันเลยว่างจากการเฝ้าบ่อน มาช่วยแม่ดูแลกิจการเบอร์หุ้น ( ตำรวจลง = เป็นสถานะการณ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อชาวบ่อน ซึ่งตำรวจรู้สถานที่เล่นการพนัน)  
             นี่ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่นันได้รับมอบหมายให้ทำ คืองานขายหวยใต้ดิน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เบอร์หุ้น”เป็นงานประจำทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ที่ถือเอาคำว่า “ SET” เป็นหลัก ซึ่งจะปรากฎอยู่ตรงมุมขวาล่างในช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่งของประเทศไทย จะมีการขายเป็นรอบ คือรอบบ่ายและรอบเช้า  รอบเช้าจะหมดเวลา 12.30 น. ของทุกวัน และรอบบ่ายจะสิ้นสุดที่ 16.45 น. 
              เมื่อถึงเวลาดังกล่าวจะเป็นเวลาที่หวยได้ออกอย่างเป็นทางการ จะเป็นเวลาที่นักพนันลุ้นระทึก เสียงโห่ร้องจะดังก้องกังวาลทั้งสองช่วงของเวลาดังกล่าว ในขณะที่หวยออกความรู้สึกของคนจนจะพยายามหวังกับโชคลาภจากการพนัน แต่ช่วงเวลาเดียวกันคนรวยซึ่งเป็นเจ้าของบ่อนกลับมองว่า เขากำลังทำธุรกิจจากบุคคลที่มีโชคชะตาเป็นเดิมพันเหล่านี้ ซึ่งการเล่นเบอร์หุ้นจะคิดราคา 1 บาท ต่อ 80 บาท หมายถึงถ้าเราซื้อ 10 บาท เราก็จะได้เงิน 800 บาท จากการซื้อ      
              การเล่นหวยหุ้น ยังมีข้อแม้ อยู่คือ ต้องซื้อ 5 บาทขึ้นไป และถ้าหากเป็นเบอร์พี่เบอร์น้อง (เบอร์พี่เบอร์น้อง  คือ เบอร์ ที่เรียงกันตามลำดับ เช่น 12 , 23, 34 เป็นต้น ) และเบอร์คู่ ( เบอร์ค คือ เบอร์ 11 , 22 , 33 ,00 เป็นต้น )  ตัวเลขดังกล่าวก็จะเหลือเพียงแค่บาทละ 70
             เบอร์ใหญ่หรือหวยใต้ดินล็อตเตอร์รี่สิ้นเดือน นันก็ขาย แต่เปลี่ยนจากบาทละ 80 เป็น 800 มีทั้งบนทั้งล่าง ส่วนที่นี่ไม่มีการขายหวย นิเคอิเช้า - บ่าย ซึ่งทางครอบครัวนันไม่ขายเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะตื่นสาย เลยไม่เปิดขาย  ( นิเคอิ หมายถึง เลขตัวแรกSET ที่ปรากฎกระพริบครั้งแรก )               ว่าไปแล้ว บทบาทที่เด็กคนนี้ได้รับมันช่างมากมายเหลือเกิน เขาไม่มีทางเลือกใดใดทั้งสิ้น ผมเคยถามนันประโยคหนึ่งว่า “ อย่าว่ากูนะ ถ้าพ่อมึงตาย ถ้ามึงไม่ไปเรียน แล้วมึงจะไปทำงานที่ไหน “  นับจากวันนั้นผมก็ยังไม่ได้คำตอบใดๆทั้งสิ้นและผม ไม่เคยคิดจะถามนัน อีกเลย ถ้าจะโทษต้องโทษที่ตัวพ่อและตัวแม่ ที่อยากให้ลูกเดินทางสายนี้   หากเขาลองหลับตาดู เขาก็จะเห็น ว่า ลูกคนก่อน กับลูกตอนนี้ มันช่างต่างราวฟ้ากับเหว ซึ่งการพนันกล่อมเกลาจิตใจเขาให้มืดดำสนิท จนไม่เหลือซึ่งความเป็นเด็กดี  การเปลี่ยนแปลงของการกระทำที่ส่งผลเชิงลบ  ในส่วนตัวผมนำมาวัดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งใครหลายๆคนที่เล่นการพนันยังดูไม่ออก ว่าตนเองกำลังทำไม่ดีอยู่ และใครก็ตามที่ยังคิดว่า การพนันเป็นสิ่งดีละก็ เล่นแล้วรวย คุณจงเล่นไปเถอะครับ แต่จงรู้เอาไว้ว่า “เงินซื้อเวลาที่มีค่าไม่ได้”
               “ เงินตรา” ใช่ว่าจะมีความสุขที่แท้จริง บางคนหยุด......และทำไมเขาถึงหยุด....
                หากนันยังเรียนหนังสือ เขาคงเป็นนักเรียนดีเด่นไปเสียแล้ว ส่วนผมตั้งแต่ย้ายมาเรียนที่รามก็ไม่ได้เจอนันที่มหาลัยเก่าอีกเลย ไปหาที่บ้านก็ไม่เคยเจอ เพราะเขาอยู่แต่ในบ่อนการพนัน ขายหวยอยู่ในห้อง
                แต่ผมได้มีโอกาสสนทนาผ่าน Facebook กับนัน ผมพิมพ์ถามนันไปว่า
 “เอาละ ตอนนี้กูจะถามมึงกับเรื่องที่กูอยากรู้ มึงอย่าโกรธกูนะ คือ ถ้าหากมึงย้อนเวลาได้ มึงจะเปิดบ่อนไหมวะ แล้วถ้าพ่อตายไป มึงจะทำต่อไปอีกหรือเปล่า แล้วถ้ามึงยังทำ ตอนมึงมีลูกละ มึงจะให้ลูกเล่นมัน เหมือนที่พ่อมึงให้มึงเล่นไหม ”  ผมถามไปพร้อมกับความกลัว ไม่แน่ความสัมพันธ์ของเราจะไม่เหมือนเดิม 
                และแล้วก็มีเสียงข้อความสนทนา เด้งขึ้นมา “เสือกจริงๆ มึงนี่ ถ้าพ่อไม่บังคับกูคงไม่ยุ่งมันหรอก นี่มึงแช่งพ่อกูหรอ                ผมพิมพ์กลับไปว่า “กูไม่ได้แช่ง กูอยากรู้ ยังไงต่อกูจะเอาไปเขียนเอาดีดี เร็ว ง่วงนอน “   
                เขาเงียบไปสักพักใหญ่ๆ และตอบกลับมาว่า “ถ้าพ่อกูตาย กูคงไม่ทำอะ ปวดหัว กูคงกลับไปซ่อมคอมที่ร้านที่เคยฝึกงานมั้ง “
                “ อ้าวแล้วมึงจะมีตังใช้หรอ” ผมรีบพิมพ์ถาม
                “มีสิสัส แค่ร้านคอมที่เปิดไว้กูก็พอแล้ว” นันพูดถึงร้านอินเตอร์เน็ตที่พ่อได้เปิดไว้ให้นัน 
                ผมถามต่อไปว่า “ตกลงที่มึงทำมันดีหรือไม่ดีวะ กูอยากรู้”
                “ จะว่ามันดีมันก็ดี จะว่ามันไม่ดีมันก็ไม่ดี “ นันตอบผม
                ผมถามนันทันทีต่อไปว่า “เอ๊ะดียังไงวะ ไม่ดียังไงวะ”
                “ถามมากจริงๆ  ตามหลักแล้ว ต้องไม่ดีสิ อบายมุข นะนั่น แต่ในแง่ นักวิทยาศาสตร์ หรือทางการเเพทย์
มัน ถือว่าเป็นการช่วยบำรุง และเพิ่มรอยหยักในสมอง เพราะ ทำไห้ต้องคิดตลอดเวลา “ นันตอบพร้อมส่งสัญลักษณ์ตัวกลมๆที่กำลังหัวเราะ ทางการสนทนา 
               ผมไม่แน่ใจเลย “จริงหรอ ตลกแล้ว “
                “ การพนันไม่ใช่การฆ่า มันอยู่ที่ดวงของคน ถ้ามึงดวงดีก็ได้ ดวงมึงร้ายมึงเสีย แต่มึงต้องควบคุมตัวเองให้อยู่หากมึงจะเล่น  ถ้ามึงยิ่งได้มึงจะเล่นไปเรื่อยๆ ถ้ามึงเสียมึงจะเล่นจนกว่ามันจะได้  ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่คนที่เล่นมันจะทำตัวเองมากกว่า เป็นไอพวกโลภ แต่กูก็ไปทำบุญที่สถานเลี้ยงเด็กตลอดมึงก็เห็น มึงว่ากูเป็นคนดีหรือป่าว”  นันตอบมาแบบยาวมาก จนผมเห็นภาพว่าผมกำลังนั่งเล่น 
               “  อืม... แล้วถ้ามึงได้ลูก มึงให้มันเล่นหรือป่าววะ “ ผมถามนันต่อไปเป็นคำถามสุดท้าย                นันตอบ “ไม่อะ กูไม่อยากให้มันเป็นแบบกู ถ้ามันเล่น กูจะเตะให้หัวแตกเลย ฮ่าๆๆๆ “ คือคำตอบสุดท้ายของเขา 
                 และนั่นคือเรื่องราวของนันเพื่อนรุ่นพี่ของผม
                 เป็นไปได้ไหมที่การทำให้การพนันจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และต้องถามกันต่อไปว่าเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่  และพวกเราที่อยู่ในสังคมไทยวันนี้ พร้อมที่จะรับกับผลกระทบที่จะตามมาแล้วหรือยัง? หากคุณคิดจะเล่นการพนัน
            









วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556


           
          ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยว นักเดินทาง หรือนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศก็ตามแต่ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ คือ ความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน ยิ่งถ้าเราอยู่ต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยด้วยแล้วยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเป็นเท่าตัว คิดดูสิว่าจะเป็นอย่างไรหากคุณจะต้องหมดตัว เพราะถูกมิจฉาชีพลัก วิ่ง ชิง ปล้นหรือหลอกเอาเงินรวมทั้งทรัพย์สินไปด้วยเล่ห์อุบายต่างๆ การระวังระไวให้รอบคอบเพื่อป้องกันการโจรกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างเดินทางอาจทำให้ลดปัญหาหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้เขียนจึงขอเสนอข้อแนะนำดีๆ ในการป้องกันตนจากพวกมิจฉาชีพ ดังนี้
      1.กระเป๋าเงินเป็นสิ่งที่มิจฉาชีพคอยจ้องที่จะลักเอาไปเสมอ ดังนั้น จึงควรเก็บรักษากระเป๋าเงินไว้ในที่ปลอดภัย ซึ่งเวลาเดินทางไปที่ไหนมาไหนควรเก็บกระเป๋าเงินไว้ด้านหน้าตัวเราเสมอเพื่อยากแก่การลักเอาไป เช่น เก็บไว้ในกระเป๋าหน้าท้อง ที่มีเสื้อคลุมไว้อีกทีหนึ่ง หรือใช้กระเป๋าแบบคาดติดหน้าอก            
     2.หลีกเลี่ยงการหยิบเงินจำนวนมากออกมาจ่ายข้าวของ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะการกระทำเหล่านั้นทำให้เป็นจุดสนใจต่อเหล่ามิจฉาชีพได้ ทางที่ดีจึงควรวางแผนในการใช้เงินให้ดีก่อนโดยแบ่งส่วนที่จะใช้ไว้แยกจากกัน เพื่อเวลาจะนำมาใช้จะได้ไม่ต้องเอาเงินทั้งหมดออกมา เช่น เงินค่าซื้อของแบ่งไว้ส่วนหนึ่ง เงินจ่ายค่าห้องพักส่วนหนึ่ง เงินค่าเดินทางส่วนหนึ่ง เงินค่าอาหารอีกส่วนหนึ่ง              
        3.เก็บเอกสารสำคัญไว้หลายๆ ที่ เช่น บัตรประชาชนเก็บไว้ที่หนึ่ง ใบขับขี่เก็บอีกที่หนึ่ง บัตรเครดิตเก็บไว้อีกที่หนึ่ง เพื่อว่าเมื่อหายจะยังมีเอกสารบางอย่างเหลืออยู่บ้าง และควรทำสำเนาเอกสารเหล่านี้ติดไว้กับตัวด้วยอย่างน้อย 1 ชุดและสแกนไว้ในอีเมลเพื่อว่าหากเอกสารทั้งหมดหายไปจะได้นำจากอีเมลมาใช้อ้างอิงได้      
     4.ไม่ควรทิ้งกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องประดับ สมุดเช็ค สมุดบัญชีธนาคาร หรือทรัพย์สินมีค่าไว้ในห้องพักโรงแรม หากไม่สามารถนำติดตัวเดินทางไปด้วยได้ก็ควรเก็บไว้ในตู้นิรภัยของทางโรงแรมจะเป็นการปลอดภัยกว่า และตั้งรหัสตู้นิรภัยที่ไม่ตรงกับข้อมูลส่วนตัวใดๆ เพื่อให้ยากแก่การคาดเดารหัสนั้น
     5.หากมีการใช้บัตรเครดิตในการชำระราคา เมื่อใช้เสร็จแล้วต้องรีบเก็บไว้กับตัวให้เร็วที่สุด อย่ามัวแต่ทำอย่างอื่นเพราะอาจจะลืมเก็บและทำหายได้ และอย่าลืมที่จะเก็บสำเนาใบเสร็จไว้เพื่อว่าจะได้นำมาใช้อ้างอิงได้เวลามีปัญหาในการเรียกเก็บเงิน
     6.ในการเดินทางไม่ว่าจะโดยยานพาหนะใดที่เราจำเป็นต้องใช้กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าเดินทางไม่ได้อยู่ติดตัวกับเราตลอดเวลา ไม่ควรใส่ข้อมูลสำคัญในป้ายติดกระเป๋าเดินทางนั้น ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดส่วนตัว เลขบัตรประชาชน เลขใบขับขี่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ามิจฉาชีพอาจเอาข้อมูลนั้นไปใช้ให้เกิดความเสียหายแก่เราได้ ทางที่ดีควรใส่แค่ชื่อ นามสกุล เมือง ประเทศ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว              
     7. ควรเลือกกระเป๋าเดินทางที่มีลวดลายหรือสีสันที่เป็นที่จดจำได้ง่ายจะสามารถป้องกันมิจฉาชีพได้ในระดับหนึ่งเพราะโจรคงไม่เสี่ยงที่จะลักเอากระเป๋าที่เป็นที่สังเกตได้ง่ายไป หรือถ้าจะลักเอาไปจริงๆ อย่างน้อยเราจะสามารถติดตามเอาคืนได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมีลักษณะโดดเด่น และอย่าลืมว่าต้องล็อคกระเป๋าเดินทางให้ดี มีที่ให้ล็อคกี่ที่ก็ล็อคไปเถิดไม่ต้องเสียดายค่ากุญแจ เพราะถ้าของหายเราจะเสียดายกว่าค่ากุญแจแน่นอน
     8. เวลาเดินทางอย่าขนสัมภาระไปมากเหมือนย้ายบ้าน ควรมีแต่ของที่จำเป็นเท่านั้น เมื่อเกิดเหตุไม่น่าไว้ใจหรือรู้สึกว่าจะตกอยู่ในอันตรายจะเคลื่อนไหวคล่องตัว ดังนั้น ไม่ควรมีกระเป๋ามากกว่า 2 ใบ และเลือกขนาดที่เหมาะสมกับรูปร่างของตัวเองด้วย              
        9.แต่งตัวให้กลมกลืนกับสถานที่ อย่าแต่งตัวให้เป็นจุดสนใจเพราะสามารถบอกได้ทันทีว่าคุณเป็นนักเดินทางที่ไม่ใช่คนในถิ่นนั้นๆ และไม่ควรประดับของมีค่าให้มากเพราะจะเป็นที่ล่อตาล่อใจให้มิจฉาชีพกระชากและกระตุกไปจากตัวคุณได้              
       10.การเดินทางที่ใช้ระยะเวลาหลายวัน อาจทำให้มีปัญหาเรื่องของจดหมายหรือพัสดุไปรษณีย์ ดังนั้น ควรบอกกล่าวเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้หรือคนสนิทชิดเชื้อให้ช่วยรับจดหมายและพัสดุไปรษณีย์ต่างๆ และเก็บไว้ให้เพื่อป้องกันการสูญหาย            
     การเตรียมตัวเองให้พร้อมและรอบคอบในการเดินทางทุกครั้ง จะทำให้เรารู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องห่วงหรือเป็นกังวลใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การเดินทางไปทำกิจธุระหรือท่องเที่ยวของเรานั้นมีความสุข ราบรื่นและประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี 


วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

สารคดีเด็กขอทาน ชุด "ผู้ใหญ่รังแกเด็ก"




สารคดีเด็กขอทาน ชุด "ผู้ใหญ่รังแกเด็ก"
โดย: วรวลัญช์ เด่นปรีชากุล
ภาพโดย: Dream Studio Thailand
ที่ปรึกษา: ณัฐพล สงวนทรัพย์ (พี่อ้น)


“ เด็กน่าสงสาร ถูกผู้ใหญ่ (แย่ๆ) ใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน...ทางการควรจัดการให้เด็ดขาด ไม่น่าจะปล่อยให้มีปรากฏอีก มันสะท้อนถึงความหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอย่างแรง “ ความคิดเห็นของอาจารย์ชุติมา ที่เห็นภาพเด็กที่ผมโพสต์ลงใน Facebook
“ หนูไม่รู้ ไม่รู้ ” เสียงตอบรับจากเด็กคนหนึ่งด้วยความเขินอาย ใบหน้าที่หมองคล้ำพร้อมกับรอยยิ้มจากฟันที่มีสีขาวปนเหลือง มันช่างตัดกับสีผิวของน้องชายคนนี้เหลือเกิน
ก่อนหน้านั้น ตอนเช้าของวันเด็กในวันเสาร ์ที่ 12 มกราคม พ.ศ.2556 ซึ่งบังเอิญตรงกับช่วงวันหยุดตลอดการสอบซ่อมของภาคเรียนที่ 1 สำหรับนักศึกษารามที่อยู่ต่างจังหวัดอย่างผม ถ้าจะให้อยู่แต่ในห้องพัก ช่างเป็นชีวิตประจำวันที่แสนน่าเบื่อ ผมจึงตัดสินใจออกไปเที่ยวในวันเด็ก
ผมนั่งรถแท็กซี่จากหน้าราม ไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดนนทบุรี ในขณะที่ผมอยู่ในรถ ผมได้มองออกไปรอบๆกระจกรถ แอร์เย็นฉ่ำ มีเสียงเพลงเบาเบา พร้อมกับน้ำหอมติดรถที่มีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ทำให้พาเพลินตลอดการเดินทางมันช่างมีความสุขกว่าที่อยู่ในห้องที่เงียบเหงาเสียจริง
ผมเห็นเด็กเยาวชนมากมาย บ้างก็เดินกับพ่อแม่ บางคนเดินคนเดียว บางคนเดินเป็นกลุ่มเพื่อนด้วยกัน บ้างก็เหมารถกันไปเป็นคณะ เพื่อมาเที่ยวงานวันเด็ก
สีหน้าของเด็กโดยส่วนใหญ่ต่างพากันยิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีความสุข บางคนครวญครางร้องไห้ อ้อนวอนพ่อแม่จะเอาของเล่นที่ขาย วันนี้คงเป็นอีกวันที่พ่อแม่หนักใจ
เมื่อมาถึงห้าง ทันทีที่เปิดประตูรถ อุณหภูมิอากาศข้างนอกในช่วงเที่ยงช่างร้อนอบอ้าว ความรู้สึกในตอนนั้นผมไม่มีความคิดที่จะลงจากรถ แต่ก็ต้องลงเพราะค่าแท็กซี่เริ่มแพงขึ้นทุกๆวินาที
ผมเดินในห้างอย่างมีความสุข ขณะเดิน บางทีผมเผลอคิดถึงพ่อกับแม่ที่ไม่เคยมาเที่ยวในห้างด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่เหมือนครอบครัวที่กำลังเห็น ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวทำงานกันทั้งหมด เลยไม่มีโอกาสมาหวานมาสวีทเหมือนครอบครัวทั่วไป
ผมเดินออกจากห้าง พร้อมกับความอิ่ม ด้วยโดนัทและกาแฟที่แสนอร่อย ผมเดินขึ้นสะพานลอยข้ามไปอีกฝั่งเพื่อจะนั่งรถแท็กซี่กลับมายังห้องพัก
ร่่างกายเริ่มอ่อนล้า ผมเดินขึ้นสะพานลอยทีละก้าวทีละก้าว จนมาถึงทางเดินบนสะพานลอย ผมเห็นเด็กชายคนหนึ่ง ถือแก้วน้ำใบใหญ่สีขาวซึ่งเป็นแก้วใส่น้ำอัดลมของร้านแห่งหนึ่งในห้าง
ในแก้วมีเหรียญบาท เหรียญห้า เหรียญสิบ และธนบัตรใบยี่สิบคละกัน ใบหน้าเลอะ แลดูหมองคล้ำ ดูเหมือนสีหน้าไม่มีความสุขเลย
ผมก้าวเท้าไปอย่างช้าๆ และหยุดตรงหน้าของเด็กชายคนนั้น เด็กชายมองหน้าผม และยิ้มแบบเขินอายแบบไร้เดียงสา รอยยิ้มจากฟันที่มีสีขาวปนเหลือง ผมใส่เงินลงไปในแก้วน้ำที่เด็กชายถือ ทันทีที่เหรียญลงไป มือเล็กๆของเด็กประกบกันสองข้าง เด็กไหว้ผมอย่างสวยงามแต่สายตาของเขาไม่มองหน้าผม เขากลับมองไปยังที่เท้าของผมแทน
ผมไม่ได้เดินจากเด็กไป ผมนั่งยองๆและถามชื่อของเด็ก เขาเขินและอาย และตอบว่า “ไม่รู้ ไม่รู้” ถามว่า อยู่ที่ไหน “ไม่รู้” เด็กชายตอบผมอย่างไร้เดียงสา ทันใดนั้นมีผู้หญิงผมหยิกยาวคนหนึ่งเดินมาและเขาได้จูงงมือพาเด็กคนนั้นลงไปจากสะพานลอย ผมเดินตามเขาทั้งสองลงไปอย่างห่างๆ
เขาทั้งสองลงไปนั่งใต้สะพาน ผมเลยถือโอกาสเข้าไปถามผู้หญิงที่อยู่กับเด็กทันที ทราบเรื่องเขาคือแม่ของเด็กคนนี้
เขาเป็นคนเขมร พักอยู่แถวบางกะปิ เข้ามาในกรุงเทพเพื่อมาขอทานโดยเฉพาะ ฟังดูเหมือนเขาเอาเปรียบประชาชนมาก เขาขโมยความสงสารไปจากผมและคนอื่นอีกหลายคนที่เห็น เขาขโมยความสุขของลูกตัวเองไป ผมรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับร่างหญิงแก่คนนี้มาก
เด็กชายไม่ได้ร่วมงานวันเด็กเหมือนเด็กคนอื่นๆ ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ เขานั่งทำงานในวันเด็กเพียงอายุแค่ 4 ปี เศษๆเอง เด็กน่าสงสารมาก ตากแดดจนผิวแห้งกร้าน ถูกผู้ใหญ่ที่ไม่มีความคิด โง่ดักดาน ฉลาดในทางที่ผิด ไม่ทำงานทำการ ใช้เด็กชายเป็นเครื่องมือทำมาหากิน
ดูเหมือนมือ เท้าและร่างกายหญิงสาวมีครบสามสิบสองนะ ไม่น่าจะเอาลูกตัวเองมาขอทานแบบนี้ อีกอย่างไม่ใช่มีเพียงประเทศเพื่อนบ้านเราเท่านั้น คนไทยเราก็มีขอทานมากเหมือนกัน ปัญหานี้มีมากมายจนเกลื่อนเมือง แทบจะมีทั่วในประเทศไทยของเราเลยก็ได้ พฤติกรรมแบบนี้มันสะท้อนถึงความหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรง ทางการควรทำอย่างไร เพื่อให้สังคมไทยไม่มีคนขอทาน มีชีวิตที่ดี อยู่อย่างพอดี ตามรอยพระบาทของในหลวงของเราสักที




















วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สารคดี ชุด เสียงจากใจที่"เกาะมันใน"บ้านเรา

เสียงจากใจที่ “เกาะมันใน” บ้านเรา
โดย: วรวลัญช์ เด่นปรีชากุล
ภาพโดย: Dream Studio Thailand

“ โห.....พี่ นั่นเกาะมันในหรือเปล่าครับ” คําถามแว่วๆ ของรุ่นน้อง คนหนึ่งในเรือ เมื่อคําถามจบ สายตาของผมพลันหันไปที่นั่นทันที สมอง และสายตายังจดจ่ออยู่ตรงนั้น
         “ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันน้องชาย อย่าถามพี่เลย พี่ก็เพิ่งจะมาเหมือน กัน” ผมตอบน้องโดยไม่ทันคิดพร้อมยังมองไปที่เดิมอย่างไม่ละสายตา

   ในขณะที่เรือกําลังแล่นไปข้างหน้าโดยไม่หันเหทิศทางออกไป จากเส้นทางเดิม ผมเริ่มเห็นเกาะข้างหน้า คิดสงสัยว่าคําถามที่รุ่นน้องถาม คําตอบตรงนั้นมันก็คือ "เกาะมันใน" หลังจากนำสัมภาระที่หนักมากๆ ไปเก็บไว้ในเต็นท์ที่ได้ประกอบขึ้นมา ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้ยกภูเขาสิบลูกออกจากอ้อมอก ปากเริ่มแห้งและหิวเต็มที สายตาตอนนั้นกวาดไปกวาดมา ทันเห็นแหล่งน้ำที่ช่วยชีวิตที่พี่ๆ ได้เตรียมไว้ให้ ผมรีบวิ่งไปดื่มน้ำเพื่อดับกระหาย น้ำเย็นชื่นใจ ทันทีที่หายเหนื่อย ผมเริ่มออกเดินทางดูทิวทัศน์ภายในเกาะพร้อมเพื่อนๆ ร่วมเดินทาง

         ทัศนียภาพที่นั่น คือธรรมชาติล้วนๆ “โอ้แม่เจ้า ช่างงามเหลือเกิน อยากติดเกาะนานๆแล้วสิเรา” ผมเดินเพลินเลยออกนอกเส้นทางจากฝูงเพื่อน ผมลงไปในป่าข้างหลังเกาะ ตรงบริเวณโขดหินที่สลับซับซ้อน ยากที่คนเมืองจะเดินเข้ามาได้ โชคดีที่ผมเกิดเป็นลูกทะเล เลยคิดว่าง่ายสำหรับปีนโขดหิน  “อุ้ย นั่น อะไร” ผมมัวแต่ดู ผมลื่นลงไปตรงโขดหิน หันไปรอบๆ ไม่มีใครอยู่แถวนั้น น่าจะเป็นเรื่องของเวรและกรรม เจ็บมาก รองเท้าผมเกือบขาด เท้าถลอกนิดหน่อย พร้อมมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย สิ่งที่ผมเห็นคือขยะจำนวนมาก ติดอยู่ตรงโขดหิน ถ้ามองแต่ไกลอาจจะไม่เห็น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่สวยเลย ทั้งที่มีคนน้อย แล้วขยะลอยมาจากไหนกัน นั่นเป็นคำถามที่อยู่ในใจผม

          พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ทางกลับก็มืด โชคดีที่เจอรุ่นน้องคนหนึ่ง กำลังหาทางกลับเช่นกัน ฉันเกือบขึ้นมาจากโขดหินไม่ได้ เพราะตอนเดินลงมา ทางมันยังสว่าง พอที่จะเห็นโขดหินให้ไต่ได้่ แต่ตอนกลับดูไม่รู้เลยว่าเป็นทางไหน มืดไปเสียหมด ผมรวบรวมสติและสมาธิิ และอธิฐานถึงหลวงปู่ทวดที่คุณแม่ให้แขวนคอไว้ก่อนที่จะมาเรียนราม มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากๆ ที่เล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อ มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ในตอนนั้นผมร้องไห้ และหลับตาลง คิดในใจไป ตายก็ตายที่นี่ ผมรวบรวมความกล้า ลืมตาขื้น หญ้าสีน้ำตาลเต็มเกาะเหมือนกับแหวกทาง ให้ผมได้กลับมายังค่าย
          ผมเดินจับมือกับน้องต่างโรงเรียนอย่างเหนียวแน่น กลัวเอามากๆ ในตอนนั้น มีสัตว์เขย่าต้นไม้หรืออาจจะเป็นผีสางนางไม้ก็ไม่มีใครรู้ ทั้งสองยังผวา ด้วยเหตุที่ฟ้ามืดใจกลางเกาะเลยทำให้จินตนาการไปไกล ในใจเราอยากจะเล่าเหลือเกินแต่กลัวเขาหาว่าเป็นคนบ้า หูเพี้ยน ในขณะนั้นทุกคนกำลังออกตามหาชายหนุ่มผู้ใจกล้าที่หายสาปสูญไป  พวกเขาเห็นผมกำลังเดินมากับน้องชายอีกคนหนึ่ง มีหนึ่งคนตะโกนขึ้นมาว่า “พบเด็กที่หายไปสองคนแล้ว อยู่ตรงนี้ เดินมาแล้ว เดิน มาแล้ว” เสียงของเจ้าหน้าที่กำลังตะโกนเสียงดัง ในความมืดมิด และแล้วไฟฟ้าก็ติดขึ้นฉันเดินไปอาบน้ำกับน้องๆนักเดินทาง อย่างหมดเรี่ยวแรง อาหารอร่อย ข้าวต้มร้อนๆ ข้าวผัดอุ่นๆ กินที่เกาะ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ ถึงจะไม่โรแมนติก แต่ก็มีมิตรภาพดีดีกำลังรออยู่ ผมจะรีบกินมัน เพื่อไปฟังการบรรยายที่เป็นประโยชน์ ของพี่ๆนักเขียน และคณะเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่กำลังรอพวกเรา  
          เกาะมันในแห่งนี้ อยู่ที่อําเถอแกลง จังหวัดระยอง ณ บริเวณทะเลตะวันออกของ ประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากแหลมแม่พิมพ์ 5 กิโลเมตร ผมใช้เวลาเดินทาง แค่ประมาณ 30 นาที ก็มาถึงเกาะแล้ว สถานที่นี้มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 137 ไร่ มีอ่าวที่หน้าสนใจอยู่หลายแห่ง ได้แก่ อ่าวต้นมะขาม อ่าวหินโขด หญ้า อ่าวโกงกาง และอ่าวหน้าบ้าน

         น้อยคนนักที่จะได้แวะมาเยี่ยมเยียน นิเวศเกาะดูเหมือนจะห่าง ไกลจากความเจริญ ไม่มีโรงแรมหรูอยู่ใจกลางเกาะ แต่ที่นี่มีอากาศอัน บริสุทธิ์สดชื่นประกอบไปด้วยกลิ่นอายทะเลเย็นๆ ที่พัดผ่านตลอดกาลมา เยือน

          อาจจะเป็นสถานที่พิเศษสําหรับคนที่มีหัวใจรักในความเป็น ธรรมชาติ และผม คือ ผู้โชคดีคนนั้นที่ได้สัมผัสกับมัน

          ผมได้ยิน เสียงนกร้อง “ จิ๊บ จิ๊บ” และ เสียงแมลงขับขาน “ งึบ งึบ งิบ งิบ ” พร้อมกับเสียงคลื่นที่กําลังกระทบฝั่งตลอดเวลา มีเสียงกิ่งไม้ เสียดสี “อี๊ด อ๊าด” ซึ่งเกิดจากแรงลมที่พัดมาจากทะเลนั่นเอง



 ทุกเส้นเสียงประสานกันราวกับเสียงดนตรีโอเปร่าตลอดทั้งคืน ทั้งวัน ถ้าใครได้ยินแบบผม ถ้าลองหลับตาลง ก็จะรู้สึกถึงการผ่อนคลายที่เเสนวิเศษเลยทีเดียว สัมผัสในตอนนั้นเหมือนผมกําลังโดนมนต์เสน่ห์ของ ธรรมชาติโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งเกาะแห่งนี้ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลอีกด้วย ซึ่งนับว่า เป็นแห่งเดียวที่เพาะเลี้ยงเต่าอย่างเอาจริงเอาจัง ในทะเลแถบนี้ มีเต่าตนุ เต่ากระ เต่าดอกหญ้า

            โครงการนี้จัดทําขึ้นโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 80 พรรษา ตามพระ ราชดําริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งผมได้มีโอกาส เข้าร่วมกับโครงการ “เกาะมันใน บ้านแม่ของแผ่นดิน”นี้ด้วย ซึ่งจัดขึ้นในวัน ที่ 14-16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

        ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แก่คณะวิทยากรทุกท่าน และพี่ๆนัก เขียนที่ให้ความรู้ รวมทั้งพี่เลี้ยงที่บริการอาหารและที่พัก พร้อมด้วยคณะ อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง ที่มอบโอกาสให้ผมได้รับความรู้ที่เป็น ประโยชน์อย่างมากกับการทํากิจกรรมต่างๆในครั้งนี้ เช่น การประกวด ภาพถ่าย และการเขียนสารคดี ทําให้ผมรักธรรมชาติ และมีชีวิตที่พอเพียง

 ผมได้เห็นเต่าทั้งในที่เพาะเลี้ยงตั้งแต่เต่าอนุบาล จนถึงเต่าพ่อ และเต่าแม่ ผมได้เจอเต่ากระตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ตรงสะพานคอกเต่า อยู่ทาง ทิศตะวันตกของเกาะ กระดองของมันมีสีคล้ายกับหิน เพราะตรงนั้นมีประ การังติดอยู่เลยทําให้กระดองของมันดูเหมือนกับโขดหินและมีรวดลายเป็น ริ้วที่สวยงาม

             ปากของเต่ากระ จะมีลักษณะจงอยแหลมงุ้ม กระดกหัวพะงาบๆ ตะกายขึ้นมาจากน้ํา พร้อมกับปล่อยฟองน้ําออกมา ดูๆไปแล้วปากเต่าจะ คล้ายปากของนกเหยี่ยว เกล็ดบนกระดองของมันตรงด้านข้างมีประมาณ 5 คลีบดูคล้ายๆลูกฟุตบอล ระหว่างตาของมันจะมีเกล็ด 2 คู่เป็นแถบๆ เรียงกันอย่างสวย ผมเหมือนได้ยินเต่าร้อง “ อิ๊ก อิ๊ก ” ดังคล้ายๆ ลูกหมาแรกเกิดที่กําลัง ร้องไห้สะอึกสะอื้น ดูแล้วมันน่ารัก อยากแตะต้องมัน ผมกลัวมันกัด เลยขอ อยู่ห่างๆ แบบห่วงๆ ก็พอแล้ว

             ผมรู้สึกว่า เหมือนเวลาที่ผมจะเดินไปตรงไหนสักจุดตรงสะพาน มันจะตระกายแหวกว่ายตามผมไปตลอดตามแนวตลิ่ง ดูเหมือนมันกําลัง ทําหน้าเศร้า สายตาเต่าดูละห้อย เหมือนมีบางอย่างที่อยากจะบอก 

             ย้อนกลับไปวันที่ผมมาที่นี่วันแรก ผมคิดถึงขยะที่อยู่ตามโขดหิน   ถ้าผมบอกแทนเต่าได้ ผมจะบอกไปว่า “ขยะมันกำลังลอยมาขอบเกาะของเรามากแล้ว นะ” 

               ที่ผมสามารถคาดเดาคำตอบได้นั้น ก็เพราะในตอนเช้าของวันที่สอง ผมได้ถามเจ้าหน้าที่ ที่กำลังให้อาหารเต่าอย่างไม่เป็นทางการไปว่า “พี่ๆๆ ขยะมันลอยมาจากตรงไหน”  เจ้าหน้าที่บอกกับผมว่า “ ขยะมันลอยมาจากชายฝั่งตรงโน้น ”  นิ้วชี้ของสาวเจ้าหน้าที่ชี้ไปยังชายฝั่งของเมืองใหญ่  นั่นก็คือ ปัญหาที่สำคัญของเกาะมันใน 

               เต่ามันกินได้หมดนะ มันไม่รู้หรอกว่า อะไรคืออาหาร อะไรคือขยะ ขนาดขาของคนให้อาหารเต่า เมื่อเวลาเต่าหิวมันยังกัดยังกิน ขาของเจ้าหน้าที่คนนั้นได้เลย นับประสาอะไรกับเศษพลาสติกเล็กๆ ที่คุณ คิดว่ามันเป็นชิ้นน้อยชิ้นนิด แต่ถ้าเป็นหนึ่งล้านคนทิ้ง พวกเต่าอีกล้านตัวไม่ กินมันไปหมดหรอ

คุณลองคิดดูนะ ถ้าคุณซื้อ แกงถุงมากิน แล้วสายยางที่รัดปาก ถุงแกง หล่นลงไปในชามข้าว โดยที่คุณไม่รู้ เรียบร้อยคุณกินเข้าไปแล้ว คุณจะทํายังไงละทีนี้ คุณจะหายใจออกไหม ดีไม่ดีอาจจะถ่ายไม่ออก ต้อง ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาล เดือดร้อนหมออีก สําหรับคุณมันก็แค่ทรมาน แต่ก็ ไม่ถึงกับตายใช่ไหม

            แล้วมองกลับมาดูเต่าสิ มันพูดไม่ได้เหมือนคนนะ มันไม่ สามารถบอกได้ว่า ฉันจะตายแล้วเธอจ๋า หายใจไม่ออกแล้วนะคะ

            ทุกคนคิดหรอว่ามันคงคานมาบอกหมอในโรงพยาบาลสัตว์ได้ เอง เป็นไปไม่ได้ ถ้าเต่าคานมาถึง ทันที ฉันคงผูกคอตายด้วยเส้นมาม่าใน เกาะมันในไปแล้วแหละ น่าสงสารจริง สําหรับ เต่า ความตายเท่านั้นที่มัน ต้องเจอ

            เอาละถึงแม้สิ่งที่พวกมนุษย์มักง่ายทิ้งลงไป มันเป็นปัญหา ทั่วไป ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ธรรมดาไปแล้ว แต่สําหรับเต่ามันไม่ใช่

            คุณคิดดู เต่าตัวหนึ่งออกไข่ได้ หนึ่งร้อยถึงสองร้อยฟอง ถ้ามัน ตายไปสักตัว โลกคงสูญเต่าไปมากมาย และจะรามมาถึงการสูญพันธุ์ไป จากโลกใบนี้

            ทั้งที่ความเป็นจริง อายุของมันใครๆก็รู้ว่ามีนับร้อยปี กับคําที่ ว่า “เต่าล้านปี”มันเป็นสรรพนามที่เป็นอดีตไปเสียแล้ว

             ลองมาดูเต่าตอนปัจจุบันของเราบ้าง อย่างมากตัวหนึ่งก็ไม่เกิน 30 ปี บางตัวเกิดมาแค่100 วันก็ตายแล้ว ช่างน่าอดสูจริงๆ

             ถ้ายังรู้ตัวว่าเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ จะต้องบอกต้อง กล่าว แต่คนเรามีสมอง คิดเองก็เป็น คงจะรู้นะว่าจะต้องทํายังไงต่อ เพื่อให้ เต่าอยู่กับเราไปนานๆ

             คุณรู้ไหม เต่าก็มีน้ําตานะ เวลากําลังโดนฆ่าหรือเอาไปกิน ทํา แหวนกงแหวนกระ ทันทีที่เต่ารู้สึกว่าโดนคุกคาม และถ้าสถานะการณ์มัน หนักเกินไปที่กระดองของมันจะแบกรับไว้ แน่นอนน้ําตาที่ไหล คือ คําตอบ สุดท้ายที่หลั่งรินออกมา

             เห้ย! นั่น “อิ๊กอิ๊ก”“จิ๊บจิ๊บ” “งึ๊บงึ๊บงิ๊บงิ๊บ”เสียงโอเปร่าสัตว์ แบบฉบับทางธรรมชาติ ที่เคยบรรเลงตลอดเส้นทางที่วนไปรอบๆ เป็นไป ได้ไหมที่ให้มันยังคงอยู่ไว้แบบนั้น

             ถ้าคุณยังลบล้าง ทําไมคุณไม่เอาระเบิดไปถล่มมันให้หายไป จากแผ่นดิน จะเหลือสิ่งสวยงามไว้ดูทําไมละ

             คนสมัยนี้มักชอบทําลายกันอยู่แล้ว ไม่ต้องดงไม่ ต้องดูมันหรอกของดีดี น่าหัวเราะเยาะพวกคนรุ่นหลังทั้งหลายที่ไม่ได้รับ การปลูกฝังเสียจริง “ลูกเราที่เอาแต่ทิ้งขยะ หลานเราที่ไม่เอาไหน เหลนเราที่ไม่ค่อย ใส่ใจ คนแก่ที่บอดในที่ยังหลับหูหลับตา” พวกนี้นะแหละ อนาคต หนอ อนาคต ช่างมันเถอะ จะได้ยินอีกไหมไม่มีใครรู้ แต่ปัจจุบัน สรรพสัตว์เหล่านั้นมันกําลังขับร้องพร้อมที่จะให้ชาวโลกได้ฟังแล้วนะ ถ้าอยากฟังก็ต้องรักษาเอาไว้ ถ้าคุณคิดจะมาที่ “เกาะมันใน” ของเรา